top of page

8 ดอกไม้มงคล ที่นิยมนำมาไหว้พระ

8 ดอกไม้มงคล ที่นิยมนำมาไหว้พระ

ทางพระพุทธศาสนา ดอกไม้ที่นำมาบูชา หมายถึงตัวแทนแห่งความดีงาม และความเจริญรุ่งเรือง ควรมีลักษณะที่ดี 3 ประการ คือ 1. มีกลิ่นหอม 2. สวย 3. สด

และควรเปลี่ยนอยู่เสมอ ไม่ควรให้เหี่ยวแห้งคาแจกัน เพราะความเหี่ยวหมายถึงความหดหู่ ความทุกข์ ความผิดหวัง การเสื่อมถอยของความเจริญ ความเชื่อด้านการถวายดอกไม้มีดังนี้

  1. หากนำดอกไม้ที่มีกลิ่นหอม สวย สด ถวายพระ แสดงถึงความเสื่อมศรัทธา เลื่อมใสอย่างจริง ทำให้ผู้ที่ถวายมีความเจริญรุ่งเรืองทั้งทางปัญญา มีผิวพรรณที่สดใส มีกินมีใช้ ได้รับแต่ของดีๆของใหม่อยู่เสมอ

  2. หากนำดอกไม้พลาสติก หรือดอกไม้ผ้าถวาย ถึงแม้จะเป็นดอกไม้ที่สวยงาม แสดงถึงความใส่ใจของผู้ถวาย อานิสงค์จะส่งผลให้ผู้ที่ถวายมีความสุข ผิวพรรณดีงาม แต่เป็นคนกระด้าง ไม่อ่อนน้อม

  3. หากนำดอกไม้ที่เหี่ยวเฉา แห้ง หรือเป็นดอกไม้สดแต่ช้ำ ไม่สดชื่นมาบูชา ผู้ที่ถวายถึงแม้จะมีใจถวายด้วยความเคารพ ส่งผลให้ผู้ถวายเป็นผู้ที่ได้รับความเคารพจากผู้อื่น แต่ของที่ได้รับมักเป็นของมือสอง ของเหลือใช้ ของที่ไม่ใช้แล้วจากคนอื่น

  4. หากนำดอกไม้ที่มีกลิ่นหอม สด แต่ไม่สวย หรือช้ำอานิสงค์ส่งผลให้ผู้ที่บูชา เป็นคนที่มีจิตใจดี มีความอ่อนน้อม ได้รับความเคารพจากผู้อื่น แต่เป็นคนหน้าตาไม่ดี ไม่สวย หรือมีปัญหาเรื่องผิวหนัง

8 ดอกไม้มงคล ที่นิยมนำมาไหว้พระ ได้แก่

  1. ดอกมะลิ เชื่อว่าทำให้มีความร่มเย็นเป็นสุข

  2. ดอกพุด เชื่อว่าทำให้พบเจอแต่สิ่งที่ดีๆสิ่งที่บริสุทธิ์

  3. ดอกบัวหลวง เชื่อว่าทำให้พบเจอแต่ความสุข ความสำเร็จ

  4. กุหลาบ เชื่อว่าทำให้มีความรักที่สดชื่น

  5. กล้วยไม้ เชื่อว่าทำให้ทำอะไรราบรื่น

  6. ไผ่กวนอิม เชื่อว่าทำให้เป็นมิ่งขวัญแก่ตนเอง

  7. ดาวเรือง เชื่อว่าทำให้พบแต่ความรุ่งเรือง

  8. บานไม่รู้โรย เชื่อว่าทำให้มีความรักที่ไม่รู้โรย


อธิษฐานอย่างไรให้เกิดปาฏิหารย์

อธิษฐานอย่างไรให้เกิดปาฏิหารย์

อธิษฐานอย่างไรให้เกิดปาฏิหารย์

การอธิษฐานจริงๆ แล้วไม่ใช่การ “ขอ” แต่อย่างใด

อธิษฐานอย่างไรให้เกิดปาฏิหารย์

องค์ประกอบที่สำคัญสำหรับการอธิษฐานนั้นให้สัมฤทธิ์ผลมีอยู่ 5 ประการก็คือ

1.พลังจิตที่บริสุทธิ์สะอาด

เป็นบาทฐานกำลัง เราทราบกันดีแล้วว่าการจะทำให้จิตนั้นสะอาดผ่องใสได้ด้วยการสร้างบุญอันมาจากทาน ศีลและภาวนา ยิ่งทำบุญมากแบบถูกต้อง ถูกธรรมแล้ว จิตจะผ่องใสขึ้นอย่างแน่นอน

2.บุญบารมีที่ได้ทำมาไม่ว่าจะเป็นบุญเก่าและบุญใหม่เป็นตัวเชื่อม

การที่จะอธิษฐานให้ได้ผลนั้น อานุภาพแห่งบุญจะเป็นตัวเชื่อมระหว่างผู้อธิษฐานและเป้าหมายที่ต้องการ ที่บุญนั้นจะต้องครบถ้วน หรือเหตุนั้นจะต้องครบสมบูรณ์ ดังการอธิษฐานของพระพุทธเจ้าซึ่งนำไปสู่การตรัสรู้ว่า

ในอดีตชาตินั้นของพระพุทธองค์ เคยถือกำเนิดเป็น สุเมธดาบส ครั้งหนึ่งมีประกาศจากทางการว่าพระทีปังกร (พระพุทธเจ้าลำดับที่ 4) จะเสด็จผ่านทางเพื่อทำการผ่านทางหนึ่งเพื่อโปรดแสดงธรรม เส้นทางที่เสด็จนั้นมีความยากลำบากมีอุปสรรคมากมายและยังเป็นทางเลนที่ยากจะเสด็จผ่านไปได้ ชาวบ้านนับพันต่างก็มาร่วมใจกันแผ้วถางทางอย่างรวดเร็ว

สุเมธดาบสซึ่งเป็นฤๅษีก็เหาะผ่านมายังทางที่กำลังแผ้วถางอย่างขะมักเขม้น ก็ลงมาสอบถามว่าคนทั้งหลายมาชุมนุมกัน ณ ที่แห่งนี้เพราะเหตุอันใดกัน เมื่อทราบว่าพระทีปังกรพุทธเจ้าจะเสด็จมาแสดงธรรมโดยผ่านเส้นทางนี้ สุเมธดาบสก็มีความยินดีที่จะช่วยทำทางให้เสร็จโดยเร็วเช่นกัน

แต่ในขณะที่สุเมธดาบสกำลังจะลงมือทำทางให้พระทีปังกรก็เสด็จผ่านมาถึงก่อนโดยเส้นทางที่จะทำเหลืออีกเพียง 1 ช่วงตัวคนเท่านั้น สุเมธดาบสจึงถอดผ้าคลุมของตนเองออกแล้วปูลาดลงไปที่พื้นและได้กราบนมัสการต่อพระทีปังกรพุทธเจ้า และนิมนต์ให้พระพุทธองค์และพระสาวกทั้งหมดกว่า 4 แสนรูปได้ย่างเท้าไปบนร่างกายของตนเองที่จะทำการทอดถวายเป็นสะพานแทน ด้วยจิตปรารถนาถึงสัมมาสัมโพธิญาณขอให้ได้ตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าในกาลข้างหน้า

พระพุทธเจ้าทีปังกรได้รู้เจตนาและการบำเพ็ญบารมีจึงตรัสทำนายว่า สุเมธดาบสจะได้กลายเป็นพระพุทธเจ้าพระองค์หนึ่งนามว่า “พระพุทธโคดม” ซึ่งก็คือพระพุทธเจ้าองค์ปัจจุบันของเรานี่เอง หลังจากสุเมธดาบสได้สิ้นชีวิตแล้วก็ได้ไปวนเวียนเกิดอีกหลายภพชาติสั่งสมบุญบารมีมาอีกยาวนานจนในชาติสุดท้ายก็ได้บรรลุผลแห่งการอธิษฐานเมื่อครั้งอดีตสมความตั้งใจ

แต่การที่ พระพุทธองค์จะตรัสรู้ได้นั้นต้อสะสมบุญบารมีให้ โดยเฉพาะในทศชาติสุดท้ายได้กระทำบุญบำเพ็ญบารมีนานาประการจน

บุญบารมีทั้งหลายที่สั่งสมมาหลายภพหลายชาติรวมกับการบำเพ็ญทศชาติบารมีอย่างสูงสุดแล้ว เมื่อบุญส่งผลในเวลานั้นจึงทำให้พระพุทธองค์ประสบความสำเร็จในการตรัสรู้ ในการเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้ บุญบารมีจึงเป็นสิ่งสำคัญที่จะเป็นตัวเชื่อมให้คำอธิษฐานได้บรรลุผลและกลายเป็นความจริง

3. จุดประสงค์แห่งการอธิษฐาน

ที่ต้องเป็นสิ่งที่ดีที่งามเป็นสิ่งที่จะเอื้อประโยชน์ต่อตนเองและผู้อื่นถูกต้องทางธรรมไม่ขัดแย้งกัน การอธิษฐานนั้นจึงจะมีความสัมฤทธิ์ผลได้ หรือจะเรียกว่าการอธิษฐานที่เต็มไปด้วยกิเลส ด้วยความเห็นแก่ได้อย่างนี้จะสำเร็จผลได้ยาก การอธิษฐานที่ปิดทางคนอื่น ไปพรากประโยชน์คนอื่นหรือด้วยต้องการให้คนอื่นฉิบหายนั้นไม่ใช่การอธิษฐานแต่เป็นการสาปแช่ง และไม่สมควรทำเป็นอย่างยิ่ง และไม่มีทางเกิดผลได้อย่างแน่นอน

4. อย่าอธิษฐานให้เกินบุญของตน

หลายคนอธิษฐานแล้วไม่ได้ผลเลย อาจจะอธิษฐานที่เกินบุญที่ตนเองมี เช่น อธิษฐานขอให้มีโชคลาภถูกหวยรางวัลที่ 1 ซึ่งบุญของตนนั้นไม่พอที่จะได้ลาภใหญ่แบบนั้น เพราะว่าเกิดมาไม่เคยทำทาน ไม่เคยให้อะไรผู้ใด เหมือนคนที่เงินอยู่ 10 บาทแต่อยากจะเปิดร้านค้าใหญ่โตซึ่งมันเป็นไปไม่ได้ ถ้าอยากจะได้จริงต้องทำเหตุให้ตรงเสียก่อน รู้ว่าบุญไม่พอก็เร่งสร้างบุญเสียให้พอ เรื่องนี้อาจจะยากสำหรับคนบางคน เพราะคนกำลังเดือดร้อนมากมักจะอยากให้ได้อะไรเร็ว ขอให้อธิษฐานที่เป็นไปได้แล้วจะเป็นไปได้ค่อยๆ ขยับขึ้นตามบุญที่ทำมา

5. ต้องทำเหตุให้ตรงกับสิ่งที่อธิษฐานขอไว้ (เป้าหมาย)

หลายคนอธิษฐานแล้วไม่ได้ผลเลยแม้แต่น้อย อีกสาเหตุหนึ่งก็ขอเมื่อตั้งเป้าหมายแล้ว แต่ไม่ลงมือทำให้เหตุนั้นตรงกับเป้าหมายที่อยากจะได้ เช่น อธิษฐานขอให้ร่ำรวยเป็นเศรษฐี แต่ไม่เคยลุกขึ้นมาทำมาหากิน ไม่เคยลงมือทำงานอย่างเต็มที่ หรือลงมือทำแต่ก็ไม่เคยตั้งใจทำ แล้วจะรวยไปได้อย่างไร นอกจากว่าจะบุญเก่าสนับสนุนมากพอจริงๆ ถึงจะได้ ซึ่งก็นับว่ายากเต็มทีหากในปัจจุบันไม่เคยสร้างคุณงามความดีหรือทานบารมีใดๆไว้เลย

ยังมีอีกเคล็ดสำคัญคือ การอธิษฐานขอบุญกับจากครูบาอาจารย์ท่านผู้ทรงพระคุณความดี เป็นการเพิ่มบุญให้กับตัวเราเองโดยพื้นฐานสำคัญเราต้องมีบุญร่วมกับท่านซึ่งบุญเก่านั้นเราอาจจะไม่สามารถล่วงรู้ได้แต่เราสามารถทำได้โดยการเชื่อมบุญกับท่านด้วย

– ไปทำบุญกับท่าน ข้อนี้ง่ายถ้าเป็นครูบาอาจารย์ที่มีชีวิตอยู่เราสามารถทำกับท่านได้โดยตรง ทั้งการถวายกับตัวท่านเองหรือฝากคนอื่นไปถวายแทน แต่ถ้าท่านละสังขารไปแล้วให้อุทิศบุญถวายท่านเช่น หลวงปู่ทวด หลวงพ่อปาน หลวงพ่อฤๅษีลิงดำ เป็นต้น ซึ่งเป็นการเชื่อมบุญกับท่าน

– ไปร่วมทำบุญกับท่าน เรื่องนี้ง่ายเพียงเราไปร่วมสร้างบุญกับท่าน มีพิธีบวช มีงานบุญอะไรก็ไปร่วมงานเพื่อโมทนาบุญในงานนั้น หรือเมื่อทราบข่าวตามหน้าหนังสือพิมพ์ อินเตอร์เน็ตหรือสื่ออื่นๆ ก็บริจาคเงินหรือสิ่งของไปให้ท่านทางธนาคารหรือไปรษณีย์ก็ได้

– อนุโมทนาในบุญที่ท่านทำ เมื่อเราเห็นหรือทราบข่าว่าท่านสร้างบุญกุศลเรา เราก็ร่วมยินดีในบุญที่ท่านทำ เพียงกล่าว ขออนุโมทนาบุญที่ท่านทำ เราก็ได้บุญแล้ว เพียงแต่อาจจะได้ไม่เท่าที่ท่านทำเพราะเราไม่ได้สร้างเอง อย่างไรก็ตามเพียงแค่มีจิตนึกยินดีในสิ่งที่ท่านได้ทำ เราพลอยยินดีไปด้วยบุญก็เกิดขึ้นแล้ว

ขอขอบคุณ ธ.ธรรมรักษ์


ดู 1 ครั้ง0 ความคิดเห็น

Komentarze


bottom of page